วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ต้อง"เชื่อ"ก่อนที่จะทำได้ เคล็ดลับเรียนดี

ความขี้หลงขี้ลืมมักเกิดขึ้นได้เสมอ ๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะเกิดขึ้นกับเรื่องที่เราไม่ค่อยสนใจสักเท่าไร เราก็มักจะไม่ค่อยใส่ใจกับมันมากนัก ในเรื่องของการเรียนก็เช่นกัน การจะจำบทเรียนได้ไม่ใช่เรื่องยากเลย หากเรามีความเชื่อว่าเราจำได้ และตั้งใจจำสิ่งนั้น ๆ จริง ๆ



การปลูกฝังความเชื่อในเรื่องที่ว่าตนต้องจำให้ได้ นั้นเพราะเด็กที่อยู่ในวัยเรียนส่วนใหญ่มักจะดูถูกความจำของตนเอง ว่ามันแย่มาก ขี้ลืมซะเหลือเกิน การดูถูกตัวเองแบบนี้ เป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ เพราะฉะนั้นต้องบอกตัวเองเสียใหม่ ว่าฉันต้องจำให้ได้ เมื่อบอกตัวเองอย่างนี้แล้วความมั่นใจก็จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

เมื่อเราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองแล้วถึงเวลาที่เราจะตั้งใจที่จะเอาจริงเอาจังเสียที หลายคยคงไม่เข้าใจตัวเองด้วยซ้ำว่า ทำไมเนื้อเพลง หรือละครทีวี เราจำได้ ร้องเพลงได้ หรือเด็กบางคนจำชื่อตัวละครได้ แต่กลับจำคำศัพท์ หรือ บทเรียนไม่ได้ ซึ่งสาเหตุสำคัญก็มาจากความไม่สนใจ และไม่ตั้งใจที่จะจำเนื้อหาบทเรียนนั่นเอง

วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

การอ่านเพื่อการสอบ เคล็ดลับเรียนดี

การเรียนที่โรงเรียนนั้นในแต่ละระดับชั้นก็เรียนกันตั้ง 9-10 วิชา แต่เวลาสอบกลับสอบวันละ 3-4 วิชา ซึ่งนับว่าค่อนข้างหนัก และเรื่องการอ่านหนังสือสอบไม่ทันก็จะเป็นปัญหาตามมาอย่างแน่นอน

ความจริงแล้วการอ่านหนังสือให้ทันและไม่ให้ลืมที่อ่านไป ก่อนวันสอบไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องมีเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะช่วยให้อ่านทันและจำได้



การวางแผนอ่านหนังสือสอบส่วนใหญ่ก็จะเอาจริงเอาจังกันตอนตารางสอบประกาศออกมานั่นแหละ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่สายเกินไป เพราะเมื่อรู้ตารางสอบแล้วก็เริ่มจากดูตารางสอบเลยว่าแต่ละวันสอบอะไรบ้าง สอบกี่วัน วิชาไหนสอบก่อน สอบหลัง เมื่อดูเสร็จแล้วก็เริ่มจัดอันดับการอ่านหนังสือ โดยเคล็ดลับอยู่ที่การดูว่าวิชาไหนสอบสุดท้ายให้อ่านวิชานั้นก่อนวิชาอื่น ๆ จากนั้นอ่านไล่จากท้ายมาจนถึงวิชาแรก ซึ่งพอไกลวันสอบจริงของวิชาแรกพอดี แล้วความจำก็จะสดพอ



จากนั้นรอบสองก็อ่านตามลำดับ คืออ่านวิชาแรก จนสุดท้ายก็จะสอบเสร็จพอดี การอ่านเช่นนี้จะช่วยให้เวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดนั้นมีคุณค่า และความจำก็สดใส ผลสอบก็ดีตามมาแน่นอน เคล็ดลับง่าย ๆ ของการดูหนังสือสอบดีคงไม่ยากเกินไปอย่างแน่นอน


วันพุธที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

การจดบันทึกช่วยได้มาก เคล็ดลับเรียนดี

มีผู้เชียวชาญหลายคนค้นพบว่าความจำของเราทุกคน ถูกรบกวนด้วยคลื่นรบกวนอยู่ตลอดเวลา และจากการวิจัยเด็กในวัยเรียนพบว่าเด็กในชั้นเรียนนั้นสามารถจดจำสิ่งที่ครูสอนในชั่วโมงนั้น ๆ ได้ถึง 50 % ของรายละเอียดทั้งหมด



แต่เมื่อใดก็ตามที่เรียนวิชาต่อไป ความจำเนื้อหาวิชาแรกจะลดลง 30 % ซึ่งจะจำได้เพียง 20 % เท่านั้น นอกจากนี้ยังพบว่าการเรียนวิชาที่ไกล้เคียงกันอย่าง สังคม และภาษาไทย ความจำจะลดลงมากกว่าการเรียนวิชาที่ต่างกันเช่น ภาษาไทย และคณิตศาสตร์

ดังนั้นจากข้อมูลข้างต้นเราจะเห็นว่าสมองและหน่วยความจำของเรามีข้อจำกัด และถูกรบกวนจากสิ่งรอบข้างอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการที่จะจำสิ่งที่ครู อาจารย์สอนและบอกแต่เพียงอย่างเดียวนั้นคงเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่นานเราจะลืมรายละเอียดต่าง ๆ ไปในที่สุด

สิ่งที่ช่วยแก้ไข และลดปัญหาในเรื่องของความจำของเราได้คือการจดบันทึก การจดบันทึกช่วยให้เราได้ทบทวนบทเรียนที่เคยเรียนไปแล้วได้เป็นอย่างดี เพราะเมื่อเราเปิดอ่าน เราจะรู้สึกได้ว่าทบทวนและเรียนในชั้นเรียนในวันนั้น ๆ อีกครั้ง


จัดระเบียบให้ตัวเอง

การมีระเบียบในตัวเองฟังดูแล้วจะต้องทำตัวตามกฏและค่อนข้างจะอึดอัด เพราะเห็นว่าต้องอาศัยกฏเกณฑ์ต่าง ๆ และต้องทำตามกฏเกณฑ์นั้น ๆ อยู่เสมอ แต่ความมีระเบียบในที่นี้คือการวางแผนและทำเรื่องการเรียนให้เป็นระเบียบ ซึ่งช่วยให้เป็นคนเก่งได้ไม่ยากเลย



การมีระเบียบเริ่มจากการเก็บให้เป็นที่ ตำราเรียนต้องแบ่งออกเป็นแต่ละวิชาให้ชัดเจน สะดวกต่อการค้นหา การหยิบขึ้นมาอ่าน หรือการค้นคว้าต่าง ๆ เช่น วิชาคณติศาสตร์ ต้องมีแบบฝึกหัด แบบเรียน หรือคู่มือสูตรต่าง ๆ ก็เก็บไว้ใกล้ ๆ กัน ไม่เก็บรวมกันทุกวิชา หาที่คั่นหนังสือมาวางให้เรียบร้อย เราก็ไม่อยากจะหาหนังสือมาอ่าน ดังนั้นควรเริ่มเก็บหนังสือ และแบบเรียนต่าง ๆ ให้เป็นสัดส่วน เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ได้อีกทางหนึ่ง



ทางที่ดีก็คือการจดบันทึก 1 วิชา ต่อ 1 เล่มเท่านั้น และนอกจากนี้จะต้องพยายามจดให้เป็นระเบียบ มีประเด็น มีหัวข้อ เพื่อจะง่ายแก่การจดจำ หลายคนลายมือไม่สวย เขียนแล้วดูยุ่ง อ่านไม่ออก แต่ถ้าเราจดให้มันเป็นระเบียบไม่เป็นพรืดไปหมด เราก็ย่อมอ่านลายมือของตัวเองออกอยู่แล้ว

แลกเปลี่ยนความรู้



ความถนัดและความชอบของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ส่วนใหญ่เรามักจะหาความรู้ส่วนที่เราขาดเพื่อทดแทนให้มากขึ้นเสมอ ความจริงแล้วในเรื่องของการเรียนนั้น การแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้ต่อกันถือเป็นเรื่องที่สร้างสรรค์ และหากเกิดขึ้นแล้วก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนของเรามากขึ้นด้วย โดยไม่ต้องพึ่งสถาบันกวดวิชาที่ไหนเลย

การแลกเปลี่ยนความคิดที่ว่านี้คือการติวหรือทบทวนความรู้กันนั่นเอง โดยเพื่อนของเราเอง ที่จะช่วยแสดงหรือเสนอแนะแนวทางที่เป็นประโยชน์แก่กันและกันได้ การแลกเปลี่ยนความคิดเริ่มจาก หาความถนัดของแต่ละคน คนหนึ่งก็วิชาคณิตศาสตร์ อีกคนวิชาภาษาอังกฤษ คนต่อไปวิชาสังคมเป็นต้น จากนั้นก็เริ่มติวกันคนละวิชา การแลกเปลี่ยนความรู้เช่นนี้จะทำให้เราเข้าใจบทเรียนได้มากขึ้น เพราะจะเกิดคำถามและแก้ไขให้เข้าใจตามมานั่นเอง

วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

สละความบันเทิง ความสนุก ลงบ้าง

ในช่วงวัยรุ่น วัยเรียน ความบันเทิง ความสนุกสนานเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการอย่างมาก บางคนติดเกมส์ ติดเพลงจนลืมการเรียน และก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การเรียนตกต่ำลงเรื่อย ๆ





ถ้าเราเองรู้ตัวว่าเราติดตามความบันเทิงเหล่านี้จนเบื่อการเรียน แต่ก็อยากที่จะพัฒนาตัวเองให้เรียนดีขึ้น เราต้องสละเวลาแห่งความสนุกเหล่านั้นลงไปบ้าง และหันมาให้ความสำคัญต่อการเรียนมากขึ้น ก็น่าจะดี

เด็กที่มีผลการเรียนดีส่วนใหญ่จะใช้เวลากับการเรียนมาากกว่าเรื่องอื่น ๆ แต่เขาก็มักจะจัดเวลาเล่นไว้พักผ่อนความตึงเครียดจากการเรียนไปพร้อม ๆ กันเสมอ

อาหาร 3 มื้อที่ขาดไม่ได้

ในวัยเรียนเป็นวัยที่ต้องการใช้พลังกาย กำลังใจ และพลังสมองเป็นอย่างมาก ดังนั้นการกินอาหารที่ครบ 5 หมู่ และครบทั้งสามมื้อก็นับเป็นสิ่งที่สำคัญในการพัฒนาความรู้ให้ก้าวไกลได้อีกด้วย



ช่วงที่พ่อแม่ต้องทำงานและเร่งรีบกับการงาน เด็กนักเรียนส่วนใหญ่ก็ต้องออกจากบ้านแต่เช้าพร้อมพ่อแม่ เพื่อหนีปัญหารถติดและการทำเช่นนี้เด็กนักเรียนส่วนใหญ่จะต้องงดอาหารเช้า เพราะไม่ทันเวลา ส่วนเด็กที่เล็กหน่อย ก็ต้องกินข้าวในรถ

ทางการแพทย์บอกว่าอาหารมื้อเช้าสำคัญที่สุด อาหารมื้อเช้าจะกระตุ้นสมองที่อดอาหารมาทั้งคืนให้กระปรี้กระเปร่าพร้อมที่จะทำงานตลอดช่วงเวลาของวันใหม่ แต่หากเรางดอาหารมื้อเช้านี่เท่ากับว่าการเรียนในช่วงเช้าของเราขาดประสิทธิภาพ เพราะสมองเราขาดการบำรุง