การจดบันทึกในขณะเรียนนั้น มีความสำคัญต่อการเรียนอย่างมาก เพราะช่วยในการเก็บรายละเอียดของเนื้อหาที่เราเรียนได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งเป็นการฝึกสมาธิของเราไปในตัว
เมื่อถึงช่วงสอบ สมุดจดแต่ละรายวิชาเป็นสิ่งที่มีค่ามาก ๆ นอกเหนือไปจากการเรียนหนังสือเรียน เกร็ดน่ารู้ หรือเคล็ดลับ นิยามต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะรวมอยู่ในนี้หมดแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อการสอบมากจริง ๆ
ขณะที่เรากำลังบันทึกความรู้ต่าง ๆ ขณะที่เขียนลงไปในสมุดเราแน่ใจหรือไม่ว่าครบถ้วน หรือมีตอนไหนที่เราไม่ได้ฟังบ้างหรือเปล่า ถ้าไม่แน่ใจเรามีวิธีและช่วยได้คือ "สมุดจดของเพื่อน ๆ " นั่นเอง
เพื่อนร่วมชั้นแต่ละคน ส่วนใหญ่ย่ิอมมีการบันทึกข้อมูล และรายละเอียดต่าง ๆ เหมือน ๆ กับตัวเราอยู่แล้ว ดังนั้นการขอสมุดจดเพื่อนมาอ่าน และแบ่งบันของเราให้เพื่อนบ้าง ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อกันทั้งสองฝ่าย
เราจะได้เก็บประเด็นส่วนใหญ่ที่เราอาจจะตกหล่นไป ส่วนเพื่อนก็จะได้ตรวจข้อมูลที่เพื่อนจดนั้นเช่นกัน
การแลกเปลี่ยนรายละเอียดบทเรียนนี้ จะช่วยให้เราเก็บรายละเอียดได้มากกว่าปกติ แต่ต้องจำไว้เสมอว่าเราต้องจดเอง เพราะบางคนอาจเห็นว่าตัวเองจดแย่ ของเพื่อนละเอียดมาก ๆ เลย คิดจะไม่จดอีกแล้ว ต่อไปจะลอกเพื่อนเอา นั่นเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่่หากเราเห็นของเพื่อนดีกว่าก็ควรจะแก้ไขรายละเอียดของตนให้ดี ให้รายละเอียดอย่างเพื่อนให้ได้ ถือเป็นการพัฒนาตนเองไปด้วยในตัว
เป็นเรื่องธรรมดาที่เวลาเราอ่านหนังสือดึก ๆ ด้วยบรรยากาศที่เงียบสงบ อากาศเย็นก็ทำให้เกิดอาการง่วงเหงา หาวนอนได้อย่างแน่นอน บางคนสัปหงกอ่านอย่างไรก็ไม่รู้เรื่อง ส่วนใหญ่แล้วจะดื่มกาแฟ แก้ง่วงกันทั้งสิ้น แต่การดื่มกาแฟมาก ๆ ก็ส่งผลเสียต่อสุขภาพของเรา

ความจริงแล้วอาหารง่าย ๆ ที่ช่วยให้สมองปลอดโปร่งและสามารถอ่านหนังสือต่อได้ เหมือนกับตื่นนอนใหม่ ๆ นั่นคือไข่ต้ม หากรู้สึกว่าตัวเองง่วงนอนมาก ๆ ก็ต้มไข่เป็ดหรือไข่ไก่สัก 1 ฟอง จากนั้นก็นำมากินโดยจิ้มกับเกลือ ด้วยอาหารมื้อง่าย ๆ ที่ลดอาการหิว อาการง่วงได้ สามารถทำให้การท่องหนังสือในแต่ละคืนของเราบรรลุเป้าหมาย ไม่ถูกทำลายด้วยการที่เราเผลอหลับอย่างแน่นอน
เคล็ดลับนี้ช่วยเพิ่มเวลาในการอ่านหนังสือโดยที่ไม่ทำลายสุขภาพของคุณเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังมีคุณค่าทางโภชนาการอีกด้วย
เทคนิคการอ่านหนังสือสอบที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ การฝึกทำข้อสอบเก่า ๆ ให้มากที่สุด

การทำข้อสอบเก่า ๆ เรามักจะอ่านกันในช่วงการสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย ข้อสอบเก่า ๆ ที่ว่านี้เราอาจจะทำย้อนหลังสัก 5-10 ปี ซึ่งก็จะมีการรวมเล่มทุกวิชาอยู่แล้ว
การฝึกทำข้อสอบจะช่วยให้รู้แนวข้อสอบ หรือเนื้อหาที่ครอบคลุมข้อสอบนั้น ๆ ซึ่งจะช่วยให้เรานำมาเป็นแนวทางในการอ่านหนังสือได้มากทีเดียว การฝึกทำข้อสอบนี้จะทำให้เรารุ้ข้อบกพร่อง หรือจุดอ่อนของตนเองว่าไม่เข้าใจเรื่องไหน จุดไหนบ้างเราจะได้ทบทวน และฝึกหรืออ่านเรื่องนั้น ๆ ให้มากขึ้น และเมื่อถึงเวลาการทำข้อสอบจริง ๆ แล้วจะได้ไม่เกิดความผิดพลาดอีก
เนื่องจากข้อสอบเก่า ๆจะมีการเฉลยคำตอบไว้ในตอนท้ายดังนั้นการทำข้อสอบยังเป็นการประเมินความรุ้ของเราได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเรามากขึ้นอีกด้วย
สมองของคนเรานั้นแบ่งออกเป็น 2 ซีก คือซีกขวาและซีกซ้สย สมองทั้งสองนั้นมีการใช้หรือหน้าที่แตกต่างกัน โดยสมองซีกขวาเราจะใช้ในการสร้างจินตนาการ ศิลปะ และอารมณ์สุนทรีย์ต่าง ๆ ส่วนสมองซีกซ้ายก็ใช้ในส่วนของตรรกะ เหตุผล ภาษา ทฤษีต่าง ๆ

ดังนั้นการใช้ความคิดของคนเรานั้นก็เกี่ยวข้องกับสมองซีกซ้ายมากกว่าซีกขวา สมองซีกขวาจึงใช้น้อย และสมองก็เกิดความไม่สมดุลตามมา
นอกจากนี้แล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังพบว่าธรรมชาติของมนุษย์นั้นมีความสามารถในเรื่องการจำรูปภาพในทางศิลปะ มากกว่าการจำเนื้อหาหรือเหตุผลในเรื่องวิชาการต่าง ๆ
ด้วยเหตุผลของความจริงทั้งสองประการนี้ ทำให้แนวทางการพํฒนาความจำมีมากขึ้น ซึ่งเป็นการนำรูปภาพมาอธิบายเหตุผลหรือบทเรียนต่าง ๆ เพื่อช่วยให้เราจำได้ง่ายขึ้น และอีกทางหนึ่งก็เป็นการพัฒนาสมองให้มีความสมดุลกันทั้งสองซีก
เวลาเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราทำสิ่งต่าง ๆ ได้มากน้อยแค่ไหน อยู่ที่การรู้จักบริหารเวลาให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่ามากที่สุด ชีวิตที่มีการบริหารเวลาที่พอเหมาะไม่ตึงเกิน หรือหย่อนเกินไป ทางที่จะประสบความสำเร็จก็มีมากเช่นกัน
การจัดสรรเวลาในแต่ละวันนั้นเริ่มจาก การตื่นนอน กินข้าว จากนั้นก็ไปโรงเรียน ช่วงเวลาข้างต้นนี้ เราอาจไม่ต้องบริหารมาก เพราะต้องทำเช่นนั้นอยู่แล้ว แต่หลังจากเลิกเรียนนี่เหลาะเป็นเวลาที่เราควรบริหารให้ถูกต้องและเหมาะสมโดยแบ่งเป็น
เวลาปฏิบัติกิจส่วนตัว ช่วงเวลานี้เป็นการกลับมาถึงบ้าน หลายคนก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้า ดูโทรทัศน์ หรืออาจจะออกกำลังกาย นี่ก็แล้วแต่กิจกรรมของแต่ละคน ช่วงเวลานี้อาจจะมากหน่อย ซึ่งประมาณ 1-2 ชั่วโมง
ส่วนเวลาต่อไป เป็นการแบ่งใช้ส่วนเวลาของการทำการบ้าน ช่วงเวลานี้อาจทำในตอนกลับมาเลยก็ได้ ทำการบ้านถือเป็นการทบทวน บทเรียนในแต่ละวัน ได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญการบ้านจะได้ไม่สะสม ไม่ต้องเร่งทำในเวลาใกล้ส่งอีกด้วย
จากนั้นเป็นการแบ่งช่วงเวลาของการอ่านหนังสือ เราก็มักจะจัดโปรแกรมการอ่านหนังสือในแต่ละวันอยู่แล้ว การอ่านหนังสือไปเรื่อย ๆ เป็นการสะสมความรุ้ให้เพิ่มพูนไปจนสอบนั่นเอง เวลาที่เหลือก็คือการพักผ่อนเพื่อเตรียมตัวเรียนในวันต่อไป
นิสัยรักการอ่าน เป็นนิสัยของผู้ที่ต้องการเรียนรู้ และประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ผู้ที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานจำนวนมาก มักมีพื้นฐานของการอ่านเห็นหลัก

การอ่านถือเป็นการเปิดโลกทัศน์ ความคิดความอ่านให้กว้างขวางขึ้นโดยไม่ต้องเดินทางไปเองให้เหนื่อย แต่อาศัยการจินตนาการมากขึ้นเท่านั้นเอง นักอ่านส่วนใหญ่ไม่ได้อ่านแต่ตำราเรียนอย่างเดียวเท่านั้น แต่จะอ่านหนังสืออื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นนวนิยาย การ์ตูน บทความ เรื่องสั้น หนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือแม้กระทั่งถุงกล้วยแขกที่สมัยก่อน มักนำกระดาษมาพับเป็นถุง หนอนหนังสือทั้งหลายเขาอ่านกันถึงขนาดนั้นเลยทีเดียว
การที่เราปลูกนิสัยรักการอ่านให้เกิดขึ้นแก่ตัวเราเองนั้น จะช่วยให้พื้นฐานทางการเรียนของเรามั่นคงขึ้น ผลการเรียนก็จะดีตามมา
การอ่านทุกเรื่องอย่างในที่นี้คือการอ่านหลากหลายรูปแบบ เราจะได้รับความรุ้ที่หลากหลาย รู้อย่างกว้างขวางมากขึ้น แต่สิ่งที่ควรอ่านควรเป็นอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเรามากที่สุด ไม่ใช่หมกมุ่นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจนมากเกินไป
การจัดตารางการอ่านหนังสือ ก็เหมือนการจัดตารางเรียน เพื่อที่จะควบคุมตนเองให้ได้ทบทวนบทเรียนอย่างส่ำเสมอ การทไให้ได้ตามตารางนอกจากจะสร้างปัญญา ความรู้ได้มากขึ้นแล้ว ยังช่วยควรคุมตัวเราเองให้เป็นคนมีระเบียบวินัย และฝึกความรับผิดชอบมากขึ้นด้วย
ใน 7 วัน ต้องมีการจัดสรรเวลาให้พอดี เช่น วันจันทร์ ภาษาไทย 1 ฃั่วโมง วันอังคารภาษาอังกฤษ 1 ชั่วโมง เป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ส่วนวันอาทิตย์อาจให้ตัวเองได้พักผ่อน 1 วันก็น่าจะเพียงพอ
การจัดตารางการอ่านหนังสือจะมีผลต่อไปในอนาคต เพราะเมื่อถึงวันสอบเราก็ไม่ต้องเหนื่อย เพราะทุกวัรเราได้ทบทวนบทเรียนอย่างสม่ำเสมออยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อเวลาใกล้สอบเราก็แค่อ่านทบทวนอีกรอบก็จะเข้าใจบทเรียนต่าง ๆ ได้ไม่ยากเลย
หลังจากที่เราจัดตารางอ่านหนังสือไว้เรียบร้อยแล้วที่เหลือเรื่องของการปฏิบัติที่เราจะต้องสร้างกฏเกณฑ์บางอย่าง เพื่อควบคุมตัวเองโดยเริ่มจาก
การที่จะต้องทำตามเวลาที่เราจัดเอาไว้ เช่น วันจัทนทร์ 2-3 ทุ่ม จะอ่านวิชาภาษาไทย ช่วงเวลา 1 ชั่วโมงควรอ่านอย่างเต็มที่ และตั้งใจไม่เปิดโทรทัศน์ หรืออ่านในที่ที่พลุกพล่าน เพราะจะทำให้ 1 ชั่วโมง ดังกล่าวไม่ได้ผลเต็มที่นัก
เมื่อถึงเวลาตามตารางอ่านหนังสือ ไม่หากิจกรรมอื่นมาทำเด็ดขาด เช่น หากวันอังคสรต้องไปวันเกิดเพื่อนตอนเวลานั้น ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องชดเชยเวลาที่สูญเปล่า